ภาควิชาประวัติศาสตร์ ม.นเรศวร ชวนสำรวจ “ห้วงแห่งความเงียบงัน” กับความทรงจำที่ไม่เลือนหายจาก 6 ตุลา 19

ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร จัดโครงการบรรยายพิเศษสำหรับนิสิตระดับปริญญาตรี หัวข้อ “ความทรงจำในห้วงยามของความเงียบงัน” โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ธงชัย วินิจจะกูล ภาควิชาประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน–แมดิสัน สหรัฐอเมริกา เป็นวิทยากร ระหว่างวันที่ 27–28 กันยายน 2569 ณ ห้องปราบไตรจักร 311 อาคารปราบไตรจักร 2 มหาวิทยาลัยนเรศวร เพื่อเปิดพื้นที่ให้นิสิตและผู้สนใจเรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่าง “ความทรงจำ” “ประวัติศาสตร์” และ “สังคม” โดยเฉพาะความทรงจำที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความรุนแรงและความขัดแย้งทางการเมือง

สำหรับกิจกรรมวันที่สอง จัดขึ้นในวันจันทร์ที่ 28 กันยายน 2569 เวลา 09.00–12.00 น. ในหัวข้อ “เรื่องเล่าของผู้แพ้ที่ไม่ยอมพ่าย: หนังสือ ‘ห้วงแห่งความเงียบงัน’ ภาวะลืมไม่ได้ จำไม่ลง หลัง 6 ตุลา 19” โดยชวนผู้ฟังสำรวจหนังสือ ห้วงแห่งความเงียบงัน: ภาวะลืมไม่ได้จำไม่ลง หลัง 6 ตุลา 2519 ซึ่งศึกษาความทรงจำ ความเงียบ และภาวะ “หลอน” ที่ยังคงเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ผ่านทั้งข้อมูลทางวิชาการ ข่าวจากสื่อต่าง ๆ ความทรงจำของผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ ตลอดจนการรับรู้ของคนรุ่นหลัง

เนื้อหาสำคัญของหนังสือมุ่งพิจารณาว่า ความทรงจำต่อเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรตลอดระยะเวลากว่า 40 ปี ผ่านแนวคิด “chronopolitics of memory” หรือการเมืองของความทรงจำในมิติของเวลา พร้อมตั้งคำถามถึง เงื่อนไขและปัจจัยของความเงียบ “Unforgetting” หรือการไม่ปล่อยให้ความทรงจำสูญหาย และ “Catharsis” ทั้งในระดับบุคคลและกลุ่ม รวมถึงแนวคิด “Good Silence” ที่ชวนพิจารณาความหมายและเงื่อนไขของความเงียบในบริบทต่าง ๆ

ประเด็นดังกล่าวนำไปสู่คำถามสำคัญว่า เหตุใด 6 ตุลาคม 2519 จึงยังคง “หลอน” หรือดำรงอยู่ในความทรงจำของสังคมไทย แม้เวลาจะผ่านไปหลายทศวรรษ และมีปัจจัยใดที่ทำให้ความทรงจำบางส่วนถูกจดจำ ขณะที่บางส่วนถูกทำให้เงียบงัน หนังสือยังให้ความสำคัญกับเรื่องเล่าจากหลายฝ่าย ทั้งผู้ได้รับผลกระทบ ผู้กระทำ และคนรุ่นหลัง เพื่อทำความเข้าใจอดีตผ่านความทรงจำที่หลากหลายและเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา

การบรรยายครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการย้อนกลับไปทบทวนเหตุการณ์ในอดีต แต่เป็นโอกาสให้นิสิตและผู้สนใจได้ฝึก “อ่านอดีตอย่างมีคำถาม” ตั้งแต่การพิจารณาว่าใครเป็นผู้สร้างและถ่ายทอดเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ เสียงของใครได้รับการจดจำหรือถูกทำให้เงียบงัน และความทรงจำเหล่านั้นสัมพันธ์กับอำนาจและการเมืองอย่างไร ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญสำหรับนิสิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์และสาขาวิชารัฐศาสตร์ ในการทำความเข้าใจประวัติศาสตร์การเมือง ความทรงจำร่วม และสังคมไทยร่วมสมัยอย่างรอบด้าน

ท้ายที่สุด การเปิดพื้นที่ให้กับความทรงจำที่หลากหลายอาจทำให้เราเห็นว่า การศึกษาประวัติศาสตร์ไม่ได้มีเพียงคำถามว่า “เกิดอะไรขึ้นในอดีต” แต่ยังรวมถึงคำถามว่า “ใครเป็นผู้เล่า ใครถูกจดจำ ใครถูกทำให้เงียบ และเหตุใดความทรงจำเหล่านั้นจึงยังคงมีความหมายต่อสังคมในปัจจุบัน” ซึ่งเป็นคำถามสำคัญที่ช่วยให้นิสิตก้าวจากการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ไปสู่การทำความเข้าใจสังคมอย่างมีวิจารณญาณ

Scroll to Top